ดูแลผิวช่วงหน้าหนาว

หน้าหนาวมาเยือนทีไรสังเกตกันบ้างไหมว่าผิวของเราแห้งกว่าปกติ ไม่ว่าจะเป็นผิวหน้า ผิวกาย
ทำให้หลายๆ คนอาจจะเป็นกังวลได้ จนต้องหาวิธีปกป้องดูแลผิวช่วงหน้าหนาวกัน ซึ่งเป็นวิธีที่ถูกต้องในการทะนุถนอมผิวสวยให้อยู่คู่กับเราไปนานๆ แต่หากจะให้ดีต้องมาทำความเข้าใจกันว่าสาเหตุที่แท้จริงที่ผิวเราแห้งกร้านกว่าปกติในหน้าหนาวนั้นมาจากสาเหตุอะไร? ก็จะช่วยให้เราเข้าใจผิวได้มากขึ้น และเลือกการปรนนิบัติผิวให้ตรงจุดผิวของเรานั้นมีน้ำเป็นองค์ประกอบสำคัญ ผิวหนังชั้นบนสุดจะมีน้ำเป็นส่วนประกอบราว 10-20% ถัดลงไปเป็นผิวชั้นในประกอบด้วยน้ำ 60-70% นอกจากนี้ยังมีน้ำมันที่อยู่ในชั้นเซลล์ผิวที่รู้จักกันเป็นอย่างดี คือ เซราไมด์ (Ceramide) ซีบัม (Sebum) รวมทั้งมอยส์เจอไรเซอร์ตามธรรมชาติจากผิวที่จะช่วยปกป้องผิวให้ชุ่มชื้นอยู่เสมอ หากปริมาณน้ำใต้ผิวมีน้อยกว่า 10% จะส่งผลทำให้ผิวของเรามีความแห้งกร้านได้

ดูแลผิวช่วงหน้าหนาวอย่างไร?

1. ดื่มน้ำสะอาดมากๆ
2. หลีกเลี่ยงการขัดถูหน้า
3. ครีมกันแดดห้ามขาด
4. ถนอมผิวหน้าหนาว
5. กินเพื่อผิวชุ่มชื้น

พฤติกรรมที่ควรหลีกเลี่ยงหากไม่อยากให้แบต iPhone เสื่อมเร็วก่อนเวลาอันควร

การเสื่อมของแบตเตอรีเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับผู้ใช้ iPhone รวมไปถึงสมาร์ทโฟนแบรนด์อื่นๆ อยู่แล้ว เพราะทุกสิ่งทุกอย่างก็ต้องมีอายุการใช้งานของมัน สิ่งที่เราจะสามารถทำได้คือถนอมให้มันอยู่กับเราและคงประสิทธิภาพของมันเอาไว้ให้ได้นานที่สุด แต่บ่อยครั้งที่เรากลับไปเร่งการเสื่อมของแบตเตอรีให้เร็วขึ้นโดยไม่รู้ตัวด้วยการใช้งานแบบผิดๆ อาจจะเป็นเพราะความเข้าใจผิดหรืออาจเพราะไม่ทราบมาก่อน ในวันนี้เราจึงได้หยิบเอา 5 วิธีการใช้งานแบบผิดๆ ที่ทำให้แบตเตอรี iPhone เสื่อมเร็วมานำเสนอให้ได้อ่านกัน เพื่อจะได้หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเหล่านี้ก่อนจะต้องเสียเงินเปลี่ยนแบตเตอรีใหม่ก่อนเวลาอันควรคะ

1. ใช้ iPhone ภายใต้อุณหภูมิเย็นจัด หรือร้อนจัด>>นอกจากความร้อนแล้ว ความเย็นก็ส่งผลเหมือนกัน เพราะการใช้งานภายใต้อุณหภูมิต่ำกว่า 0 องศาก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้แบตเตอรีเสื่อมเร็ว แต่ในบ้านเราคงจะหาโอกาสแบบนี้ได้ยากมากๆ อยู่แล้วคะ

2. ปล่อยให้แบตเตอรีหมดเกลี้ยง 0% แล้วชาร์จจนเต็ม 100% บ่อยๆ>>แบตเตอรีลีเธียมไอออนที่เราใช้กันอยู่นี้มีจำนวนรอบในการชาร์จที่เรียกว่า Charge Cycle อยู่ ซึ่งการชาร์จ iPhone จนครบ 100% จะนับเป็น 1 cycle แต่การชาร์จ 1 ครั้งอาจไม่ได้นับเป็น 1 cycle เสมอไป ยกตัวอย่างเช่น เราเริ่มต้นด้วยแบตเตอรี 100% และใช้ไปจนเหลือ 70% ในวันแรก แล้วทำการชาร์จจนเต็ม 100% อีกครั้ง วันต่อมาเราใช้งานไปจนเหลือ 30% แล้วชาร์จจนเต็ม 100% อีก เท่ากับว่าใน 2 วันนี้เราชาร์จไป 30+70=100% นับเป็น 1 cycle แม้จะชาร์จไป 2 ครั้งก็ตาม หากแบตเตอรีมีอายุการใช้งาน 500 cycle หลังจากพ้น 500 cycle ไปแล้ว แบตเตอรีจะเสื่อมลงอย่างมากและถึงเวลาที่จะต้องเปลี่ยนใหม่ครับ การรักษา cycle การชาร์จสามารถทำได้โดยการพยายามให้แบตเตอรี่อยู่ที่ 50-80% และไม่ควรชาร์จจาก 0% ไป 100% เหลือสัก 50% ก็นำไปชาร์จได้แล้วคะ
3. เปิดเครื่องเอาไว้ตลอดเวลา>>ชื่อว่าหลายๆ คนคงใช้งาน iPhone โดยแทบจะไม่ได้ปิดเครื่องเลยตั้งแต่ซื้อมา ซึ่งก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไรเพราะ iPhone และสมาร์ทโฟนทั่วๆ ไป ก็ถูกพัฒนามาให้รองรับการสแตนด์บายนานๆ อยู่แล้ว แต่การเปิดเครื่องไว้ตลอดแบตเตอรีก็จะมีการคายประจุอยู่ตลอดเช่นกัน เพื่อเป็นการถนอมแบตเตอรีให้มีอายุการใช้งานยาวขึ้นอีกนิด เราควรจะปิดเครื่องบ้างเมื่อไม่ใช้งาน นอกจากนี้การปิดเครื่องยังเป็นเคลียร์ RAM ทำให้เครื่องกลับมาลื่นเหมือนเดิมอีกด้วย

4. เปิด WiFi และ Bluetooth ไว้ตลอด>>การเปิด WiFi และ Bluetooth ทิ้งไว้ตลอดจะทำให้ iPhone ค้นหาสัญญาณ WiFi หรืออุปกรณ์อื่นๆ เพื่อเชื่อมต่ออยู่ตลอดเวลา และทำให้ตัวเครื่องไม่สามารถเข้าสู่ Sleep mode ได้ ดังนั้นจึงควรปิด WiFi และ Bluetooth เมื่อไม่มีความจำเป็นต้องใช้งาน โดยวิธีการปิดก็ง่ายๆ เพียงแค่สไลด์แถบเมนูขึ้นมาแล้วกดที่ไอคอน WiFi และ Bluetooth เท่านั้นคะ

5. ตั้งค่าความสว่างของหน้าจอเป็น 100% ตลอดเวลา>>หลายคนอาจจะยังไม่ทราบว่าแสงของหน้าจอนี้ถือเป็นตัวสูบแบตอันดับหนึ่งเลยทีเดียว การตั้งค่าแสงหน้าจอไว้ที่ 100% แบตเตอรีจะต้องจ่ายพลังงานในส่วนนี้ถึง 80% ซึ่งแน่นอนว่าแบตเตอรีของเราจะลดฮวบฮาบอย่างไม่ต้องสงสัย ดังนั้นเราจึงควรเปิด Auto Brightness หรือการปรับแสงหน้าจออัตโนมัติเพื่อประหยัดแบตเตอรี นอกจากนี้แสงที่จ้าเกินไปยังทำร้ายดวงตาของเราอีกด้วย เราสามารถเข้าไปตั้งค่าความสว่างของหน้าจอได้โดยไปที่ Settings > Display & Brightness > แล้วเปิด Auto-Brightness เป็นอันเสร็จเรียบร้อยคะ

หวังว่าบทความที่นำมาฝากกันวันนี้จะช่วยให้ชาว iPhone และผู้ใช้สมาร์ทโฟนรุ่นอื่นๆ สามารถยืดอายุการใช้งานของแบตเตอรีให้นานขึ้นกว่าเดิมและไม่ต้องไปเสียเงินเปลี่ยนแบตเตอรีกันบ่อยๆ ครับ แล้วพบกับสาระดีๆ ได้ใหม่ในคราวหน้า สำหรับวันนี้ สวัสดีคะ

%e0%b9%81%e0%b8%a7%e0%b8%a7%e0%b8%88%e0%b9%89%e0%b8%b2

 

 

 

ประกาศ ผู้โชดดีประจำสัปดาห์ที่ 3 โบนัส Happy Wednesday!

โบนัส Happy Wednesday!
ติดต่อเจ้าหน้าที่ห้องสนทนาสด
เพื่อยืนยันตัวตนด้วยนะครับ
ดูการส่มรางวัลได้ที่

 

waw

ประกาศ ผู้โชดดีประจำสัปดาห์ที่ 3 โบนัส Happy Wednesday!

โบนัส Happy Wednesday!
ติดต่อเจ้าหน้าที่ห้องสนทนาสด
เพื่อยืนยันตัวตนด้วยนะครับ
ดูการส่มรางวัลได้ที่

waw

สมาธิทำให้ผิวหน้าดีขึ้น จริงหรือ….

0917_05การนั่งสมาธิจะกระตุ้นการหลั่ง Growth hormone(ฮอร์โมนแห่งการเจริญเติบโต) จึงทำให้

มีผิวพรรณกระจ่างใส

เพราะระบบหมุนเวียนโลหิตดีขึ้น ทำให้เกิดการขจัดของเสียออกจากร่างกาย

ลดความตึงเครียด

อันเป็นสาเหตุของการเกิดริ้วรอย

เสริมสร้างบุคลิกภาพ

ทำให้ดูสง่าผ่าเผยมีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น

ช่วยในการลดความอ้วน

เพราะการนั่งสมาธิจะเพิ่มการเผาผลาญและควบคุมการอยากอาหาร

เกิดการกำจัดอนุมูลอิสระ

ซึ่งเป็นสาเหตุของความแก่

ลองทำดูกันนะค่ะ

 

วิธีอยู่ร่วมกับบุคคลที่หน้าไหว้หลังหลอก

ต่อหน้าทำเป็นดี ลับหลังนินทาว่าร้าย หรือ ต่อหน้าทำอย่างหนึ่งลับหลังทำอีกอย่างหนึ่ง ถ้าไม่มีอกุศลเลย ก็จะเป็นอย่างนี้ไม่ได้

แต่ละคนก็มีกิเลสที่ได้สะสมมาอย่างมากมายด้วยกันทั้งนั้น

เมื่อได้เหตุได้ปัจจัย ก็พร้อมที่จะเกิดขึ้นทันที  เป็นอกุศลทันที…..

ควรอย่างยิ่งที่จะเห็นใจ สงสาร เข้าใจในอกุศลของบุคคลอื่น

เพราะขณะนั้น  เขากำลังสร้างเหตุที่ไม่ดีให้กับตัวเขาเอง

เป็นอกุศลของเขา  ไม่ใช่ของเรา

จึงไม่สมควรเลยที่จะให้จิตของเราจะเป็นอกุศล เพราะอกุศลของบุคคลอื่น”

วิธีอยู่ร่วมกันมี  5 วิธี

1.อดทน

2.ให้อภัย

3.ทำตัวปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

4.ตั้งสติ รับฟังแต่ไม่ใส่ใจ

5. ปล่อยให้เขาพูดไป  กรรมใดใครก่อกรรมนั้นคืน สนอง

ความอิจฉาริษยา ทำลายความสุข

นิสัยอิจฉาริษยานี้ จะเกิดขึ้นกับคนที่มีความดีในตัวน้อยกว่าคนอื่น เพราะถ้าหากมี คุณงามความดีอยู่ในตัวมากกว่าคนอื่น เขาคงไม่มีความจำเป็นต้องไปอิจฉาตาร้อนใคร   มนุษย์ ล้วนมีความอิจฉาริษยา สะสมอยู่ในใจแต่จะน้อยหรือมากนั้น ขึ้นอยู่กับสติปัญญา สิ่งที่เป็นสัจจธรรม ก็คือมนุษย์มีความอิจฉาริษยาทุกคน เมื่อแสดงออกบ่อย ๆ ความริษยามีอำนาจสามารถทำลายความสงบสุขคนเราให้หมดไป คนที่มีความริษยาเกาะกินใจ มักจะเป็นคนมีกรรมคือเวลาเห็นคนอื่นได้ดีแล้ว จิตใจของเขามันไม่มีความสุขกลับมีความทุกข์ต่างๆ นานา คิดหาอุบายทำลายความดีของคนอื่น นี่แสดงให้เห็นว่า ความริษยาเผาผลาญความสุขให้หมดไปบางทีก็ทำลายชีวิตของคนที่ตนอิจฉาให้ฉิบหายทำลายสังสมที่อยู่ร่วมกัน ดังนี้ ท่านจึงกล่าวว่า ความริษยายังโลกให้ฉิบหาย คนทั่วไปเขามีความสุขความสบาย ในเวลาเห็นคนอื่นเขาได้ดีเห็นเขาได้ขึ้นเงินเดือน เลื่อนตำแหน่ง ก็รู้จักแสดงมุทิตาปรารถนาให้เขามีความเจริญก้าวหน้ายิ่งๆ ขึ้นไป นี่คื่อจิตใจของคนที่ไม่มีความริษยา ส่วนคนที่มีความอิจฉาริษยาเกาะกินหัวใจ เห็นใครเขาได้ดีแล้ว มันเหมือนเอาหนามแหลมๆ มาทิ่มแทงหัวใจ …..เวรกรรมแท้ๆ…..นี่แหละคือความริษยาทำลายความสุข

สอนเล่นบาคาร่า

วันนี้เราจะมา สอนเล่นบาคาร่า ให้กับทุกคนด้วยเคล็ดลับที่หลายๆ คนนึกไม่ถึงในการพิชิตเงินล้านจากการลงทุนแค่เพียง 500 บาทเท่านั้น ทุกคนอาจจะตั้งคำถามว่ามันเป็นไปได้หรือแค่เงิน 500 บาทสามารถทำให้กลายเป็นเงิน 1 ล้านบาทได้อย่ามาโม้เลย แต่มันเป็นจริงไปแล้ว เพราะหลายๆ คนก็ทำกันมาแล้ว ซึ่งเทคนิคนี้เป็นการประยุกต์หลายๆ สูตรเข้าด้วยกัน ซึ่งเป็นการลองผิดลองถูกของคนที่คิดค้นสูตรนี้ขึ้นมา และจากนั้นเขาก็ได้ สอนบาคาร่า ด้วยเคล็ดลับนี้จนหลายๆ คนประสบความสำเร็จมาแล้ว ไปดูวิธีกันว่าเขาทำกันแบบไหน

bacca

สอนเล่นบาคาร่า ให้ได้เงินล้าน เริ่มจากวันที่ 1 ของการเล่นให้นำเงินทุน 500 บาท ไปเล่นอย่างไรก็ได้ ให้ได้กำไรคืนมา 10% คือ 50 บาท คุณจะมีทุนทั้งหมดเป็น 550 บาท, วันที่ 2 นำทุน 550 บาท ที่มีไปเล่นหรือลงทุนอย่างไรก็ได้ให้ได้กำไร 10% คือ 55 บาท คุณจะมีเงินทุนทั้งหมดเป็น 605, ในวันที่ 3 นำทุน 605 บาท ไปเล่นหรือลงทุนอย่างไรก็ได้ให้ได้กำไร 10% คือ 61 บาท จะมีทุนทั้งหมดเป็น 666 บาท, วันที่ 4 นำทุน 666 บาท ไปเล่นหรือลงทุนอย่างไรก็ได้ให้ได้กำไร 10% คือ 67 บาท คุณจะมีทุนทั้งหมดเป็น 732 บาท จากนั้นก็ตามสเต็ปนี้ไปเรื่อยๆ

สอนเล่นบาคาร่า ให้ได้เงินล้าน พอถึงวันที่ 80 คุณจะมีทุนทั้งหมด 931,091 บาทให้นำไปลงทุนแบบเดิมเหมือนทุกครั้งที่ทำมา นั้นคือกำไร 10% คิดเป็นเงิน 93,109 บาท ถ้าหากทำได้คุณจะมีทุนทั้งหมดเป็นเงิน 1,024,200 บาท นั้นคือการได้เงินล้านไปครบครอง ด้วยการลงทุนเพียงแค่ 500 บาท และใช้ระยะเวลาในการลงทุนเพียงแค่ 2 เดือนครึ่งเท่านั้น ซึ่งหากเทียบกับธุรกิจอื่นแล้วก็คงเป็นไปได้ ที่จะมีโอกาสได้กำไรหลักล้านจากระยะเวลาเพียงแค่ 80 วันด้วยเงินทุนที่ 500 บาท และสิ่งหนึ่งที่สำคัญคือจะต้องมีวินัยในการเล่นอย่างเคร่งครัดไม่ออกลู่นอกทางเด็ดขาด

ครม.ไฟเขียวต่างชาติอายุ 50 ปีขึ้นไป อยู่ไทยได้ 10 ปี

ครม.อนุมัติให้ชาวต่างชาติอายุ 50 ปีขึ้นไป อยู่ในไทยได้นาน 10 ปี แต่ต้องมีเงินฝาก 3 ล้านบาทขึ้นไป พร้อมปรับลดค่าธรรมเนียมวีซ่าเหลือ 1,000 บาท

ที่ทำเนียบรัฐบาล พ.อ.อธิสิทธิ์ ไชยนุวัติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)ว่า ครม.เห็นชอบอนุมัติขยายระยะเวลาพำนักในราชอาณาจักรไทย สำหรับกลุ่มพำนักในระยะยาวหรือลอง สเตย์วีซ่า ซึ่งเป็นไปตามมาตรการส่งเสริมให้ไทยเป็นศูนย์กลางทางด้านสุขภาพ สำหรับหลักเกณฑ์ของผู้ที่ต้องการสมัครเข้ามาตรการนี้นั้นต้องเป็นชาวต่างชาติที่มีอายุ 50 ปี ขึ้นไปที่จะยื่นขอประเภทวีซ่าอยู่ชั่วคราวจากสถานกงสุลใหญ่ไทยในต่างประเทศหรือชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าสู่ไทยด้วยวีซ่าประเภทอื่น และเมื่อพำนักอยู่ในระยะหนึ่งมีความประสงค์ที่จะเปลี่ยนประเภทการขอรับการตรวจลงตราเป็นแบบพำนักระยะยาว จากเดิมอนุญาตให้พำนักในประเทศไทยได้ครั้งละไม่เกิน 1 ปี  ครั้งนี้จะอนุมัติ 10 ปี โดยครั้งที่ 1 ไม่เกิน 5 ปี และสามารถต่ออายุครั้งที่ 2 ได้อีก 5 ปี โดยมีค่าธรรมเนียม 10,000 บาท

ทั้งนี้ ผู้ที่จะขอวีซ่าประเภทนี้ได้จะต้องมีเงินฝากในบัญชี 3 ล้านบาทขึ้นไป หรือมีรายได้ต่อเดือน 1 แสนบาทขึ้นไป และต้องคงบัญชีเงินฝากตามที่แสดงไว้ในธนาคารเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 1 ปี นับแต่วันได้รับการตรวจลงตรา นอกจากนั้นต้องมีเอกสารประกันสุขภาพระยะเวลาคุ้มครอง 1 ปี ในวงเงินคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลกรณีผู้ป่วยนอกไม่ต่ำกว่า 1 พันดอลลาร์สหรัฐ ส่วนกรณีผู้ป่วยในไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นดอลลาร์สหรัฐต่อ 1 กรมธรรม์ต่อ 1 ปี ซึ่งผู้ขอวีซ่าประเภทนี้ต้องรายงานตัวทุก 90 วัน ผ่านช่องทางที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองกำหนด อย่างไรก็ตามคนที่จะขอวีซ่าประเภทนี้ส่วนใหญ่จะเป็นคนอังกฤษ สหรัฐอเมริกา เยอรมนี สวิสเซอร์แลนด์ ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส ออสเตรเลีย นอร์เวย์ จีน สวีเดน เนเธอร์แลนด์ อินเดีย อิตาลี แคนาดา ไต้หวัน เพราะเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีศักยภาพและนิยมพำนักอยู่ในจังหวัดท่องเที่ยวของไทย เช่น เชียงใหม่ เชียงราย ชลบุรี และชายทะเลที่มีชื่อเสียง

นอกจากนี้ ครม.มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เสนอ เรื่องการยกเว้นค่าธรรมเนียมการตรวจลงตรา ณ สถานทูตหรือสถานกงสุลไทยและปรับลดค่าธรรมเนียม ณ ช่องทางอนุญาตตรวจคนเข้าเมืองเป็นการชั่วคราว โดยมาตรการแรกนั้น เป็นการยกเว้นค่าธรรมเนียมการตรวจลงตรา ณ สถานทูตหรือสถานกงสุลไทย จำนวน 1000 บาท เป็นการชั่วคราว สำหรับมาตรการการปรับลดค่าธรรมเนียม ณ ช่องทางอนุญาตตรวจคนเข้าเมือง โดยสามารถใช้ได้ครั้งเดียว ทั้งหมด 19 ประเทศ อาทิ อันดอร์รา บัลแกเรีย จีน ไซปรัส เอธิโอเปีย อินเดีย คาซักสถาน ลัตเวีย ลิทัวเนีย มัลดีฟส์ มอลตา มอริเชียส โรมาเนีย ซานมาริโน ซาอุดิอาระเบีย เป็นต้น จากเดิม 2,000 บาท ลดเหลือ 1,000 บาทต่อคนเป็นการชั่วคราว โดย 2 มาตรการนั้นจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค. 2559  – 28 ก.พ.60 ครอบคลุมระยะเวลา 3 เดือน

ทำไมคนไทยนิยมรถยนต์จดประกอบ?

เมื่อมีคำถามว่า “ทำไมคนไทยนิยมรถยนต์จดประกอบ?” คำตอบคือไม่ต้องคิดมากเลยครับก็เรื่องเงินๆทองๆ นี่แหละครับที่เป็นปัจจัยต้นๆ เพราะรถยนต์นอกที่นำเข้ามานั้นแพงมากๆ ถ้าไม่รวยจริงๆ ก็ต้องหาวิธีการที่จะนำรถยนต์ที่ตัวเองชื่นชอบมาใช้ให้ได้ ซึ่งวิธีการที่คนไทยใช้กันก็คือ การแยกเข้ามาแล้วจดประกอบนั้นเองครับ

cars

คำถามต่อมาก็คือ ทำไมมันถึงได้แพงขนาดนั้น สั้นๆ ครับ ภาษีนั่นเอง มาดูว่าการคิดเขาคิดกันยังไงครับ

โดยวิธีคิดภาษีนำเข้ารถยนต์มีดังนี้

  1.  ราคา C.I.F. (ราคาสินค้า + ค่าขนส่ง +ค่าประกันภัย )
  2.  ภาษีอากรขาเข้า 80% ของ ราคา C.I.F.
  3.  ภาษีสรรพสารมิตร = ( C.I.F. + อากรขาเข้า + ภาษีค่าธรรมเนียมอื่นไม่รวมถึงภาษีมูลค่าเพิ่ม ) x อัตราภาษี / 1 – ( 1.1 x อัตราภาษี ) * อัตราภาษีเครื่อง 2,500 C.C.- 3,000 C.C. = 40 % , มากกว่า 3,000 C.C. ขึ้นไป = 50%
  4. ภาษีกระทรวงมหาดไทย = 10% ของภาษีสรรพสารมิตร
  5.  VAT 7% ของ ราคา C.I.F. + ภาษีอากรขาเข้า + ภาษีสรรพสารมิตร + ภาษีกระทรวงมหาดไทย *รถเก่า ก็จะมี % ลดหย่อนลงไป โดยหักจากราคาขายตอนเป็นรถใหม่ ( >10 ปีประเมินตามสภาพ, 9 ปี 10เดือน – 10 ปี ลด 70%) แต่รถเก่า จะนำเข้ามาได้ต้องเป็นเจ้าของมาก่อน 1 ปี 6 เดือน

สรุป รถเกิน 3000 cc ภาษีทั้งหมด 328% ของราคา CIF

2501 cc – 3000 cc ภาษีทั้งหมด 243.94% ของราคา CIF

2001 cc – 2500 cc ภาษีทั้งหมด 213.171% ของราคา CIF

ไม่เกิน 2000cc ภาษีทั้งหมด 187.47% ของราคา CIF

ลองแทนค่ากันเล่นๆ ดูครับว่า ราคารถยนต์ที่เราเห็นๆ กันอยู่หากนำเข้ามาตัวเป็นๆ จะเท่าไรครับ ผมไม่อยากจะคิดเลย